fic-Was-Blinded

.....Was Blinded part 1

posted on 02 Oct 2006 22:26 by akamemarufic  in fic-Was-Blinded

วันนี้มาแนะนำฟิกเรื่องใหม่...กับสมาชิกคนใหม่ในสมาคม akamemaru เย้ๆๆๆ
เอาไว้วันหลังคงจะมีการแนะนำตัวกันอ่ะน๊า

*************************************************
กติกาเดิมๆค่ะ(เบื่อกันมั่งมั้ยเนี่ย)

คอมเม้นท์ซะดีๆ

ปล.การคอมเม้นท์ต้องกดที่ ด้านล่างๆก่อนมันถึงจะมีกล่องเม้นท์โผล่มาให้นะค๊ะ

ลำบากหน่อยแต่ก็เม้นท์ทีเถอะ

**************************************************

**----- >> Was Blinded << -----** [Jin x Kazuya] past 1

Writer : MaJuLiN

ไอ่จิน แกจะทำจริง ๆ หรอวะ

ก็เออเดะ ไหนว่ารู้เรื่องแล้วไง แล้วยังสงสัยอะไรอีก

แต่มันเสี่ยงนะเว่ย ถ้าเกิดพลาดขึ้นมา.....

ไม่มีทาง แกแค่ทำตามที่ฉันพูดก็พอ

********************

เขตที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวที่แสนสงบ ทว่าในตอนนี้กลับมีเสียงง๊องแง๊งของใครคนหนึ่งทำลายความเงียบนั่น

นะ.....นะ.....น้า ยูจังน้า เจ้าตัวคนพูดก็พูดไปพลาง มือสองข้างก็เกาะแขนฝ่ายตรงข้ามเขย่าขึ้น ๆ ลง ๆ ไปด้วย

ก็พี่บอกแล้วไงคาเมะ รออีกซักอาทิตย์ไม่ได้หรอ พยายามดึงแขนของตัวเองออกแต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล ไอ่เต่าตุ๊กแกนี่แต่ยูจังสัญญาแล้วนี่ ไหนบอกว่าหลังสอบเอนท์เสร็จแล้วจะสอนผมขับรถไง จะผิดสัญญางั้นหรอ ผมไม่ยอมหรอกนะ สะบัดแขนพี่ชายทิ้ง แล้วเปลี่ยนมากอดอกแทน

เอ้า ๆ ๆ มาเป็นชุดเชียวนะ ฟังก่อนดิ ที่พี่บอกกับเราหนะมันมีข้อแม้ด้วยนี่นา ตั้งกะเด็กยันโตก็งอนมันอยู่ท่าเดียวนี่หละน้า แล้วก็เป็นหน้าที่ประจำของเค้าที่ต้องคอยตามง้อเจ้าน้องตัวเล็กคนนี้ เพราะเป็นลูกคนสุดท้องที่เรียกได้ว่าสุดท้องจริง ๆ คาซึยะอายุห่างจากเค้าตั้ง 10 กว่าปี ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าป๋าแกนึกคึกอะไรถึงได้ผลิตต่อทั้ง ๆ ที่ก็เว้นมาตั้งนานขนาดนั้นแล้วพอเด็กน้อยที่ลืมตาออกมาดูโลกพร้อมกับความผิดปกติเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ทุกคนก็เลยพากันดูแล ประคบประหงมกันอย่างเต็มที่ ก็ไอ่การเอาอกเอาใจจนแทบจะประเคนนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่เรียนจนจบมัธยมปลายแล้วแท้ ๆ เจ้าน้องเล็กนี่ก็ยังทำตัวเหมือนตอน 6 ขวบไม่มีผิด ที่สำคัญก็คือ การที่เจ้านี่ทำแล้วมันไม่รู้สึกขัดหูขัดตานี่แหละ ส่วนสาเหตุหนะเหรอ ว่าแล้วคนเป็นพี่ก็ไล่มองน้องชายตั้งกะหัวจรดเท้า

รูปร่างของคาซึยะไม่ได้ใกล้เคียงกับเด็กผู้ชายวัยเดียวกันเลยซักนิด ออกจะไปทางเพศตรงข้ามด้วยซ้ำ ไหนจะใบหน้าน่ารักนั่นอีก แถมเจ้าตัวก็รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ซะด้วยสิ ดวงตายาวรีที่ดูเหมือนว่าน้ำเลี้ยงนัยน์ตาจะขยันทำงานกันซะเหลือเกิน ลูกแก้วในนั้นถึงได้ดูเป็นประกายวิบวิบอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเวลาที่เจ้าน้องชายช้อนตาขึ้นมามองเวลาอ้อนหละก็ ขนาดพี่ชายใหญ่ที่ว่าดุนักหนายังยอมลงให้เลย ริมฝีปากนั่นก็อีกเหมือนกัน รูปปากสวยที่ส่วนปลายทั้งสองข้างหยักขึ้นเลยทำให้ดูเหมือนเจ้าตัวจะแย้มยิ้มอยู่ตลอดเวลา ยิ่งตอนที่มันยื่นเชิดยามขัดใจเหมือนอย่างตอนนี้แล้วหละก็ ยูอิจิบอกกับตัวเองว่ามันน่าเอ็นดูชะมัด

....จัง...ยูจัง ฟังผมอยู่ป่าวเนี่ย เจ้าตัวเล็กโบกไม้โบกมือไป-มาตรงหน้าพี่ชาย เป็นไรของเค้าหว่ามองหน้าเราอยู่ดีดีก็นิ่งไปซะงั้น

เออ...ฟังอยู่ ก็เราตกลงกันแล้วไงว่าจะรอให้ผลสอบมันออกมาก่อนหนะ

โด่ มือชั้นนี้แล้ว ไม่มีพลาดหรอก หรือว่ายูจังไม่เชื่อมือผม สีหน้าบ่งบอกถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ถึงเค้าจะไม่เคยได้เป็นท็อปของชั้นปี แต่ก็ไม่เคยหลุดจาก 5 อันดับแรกเลยนะบอกไว้ก่อน

เออ พี่รู้ว่าเราหนะเก่ง แต่อาทิตย์นี้พี่ไม่ว่างจริง ๆ นี่นา งานเยอะจะตายชัก

ให้มันจริงเหอะ คิดว่าผมไม่รู้รึไง หนอย...งานเยอะ เยอะบ้าเยอะบออะไรหละ พาพี่โทโมะไปฉลองสิไม่ว่า ชิ มีแฟนแล้วลืมน้อง ไอพี่บ้า

น่า...อาทิตย์หน้าละกันนะ เดี๋ยวพี่ให้ลองเจ้าเซอร์จิโอ้เลย งานนี้ต้องมีของล่อ เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กทำไมจะไม่รู้ว่าน้องชายนิสัยยังไง พอได้ยินดังนั้น คนที่กำลังตั้งท่าจะงอนอีกยาวก็ตาโตขึ้นมาทันที ยูจังพูดจริงป่าวเนี่ย

จริงนะ ให้ผมขับเจ้านั่นจริง ๆ นะ ยูอิจิพยักหน้าให้แทนคำตอบ แค่นั้นเจ้าเต่าน้อยก็ยิ้มแก้มฉีก เย่เย่ ตั้งแต่เห็นยูจังขับครั้งแรกก็ถูกใจจะแย่ อยากลองขับใจจะขาด อาทิตย์หน้า อาทิตย์หน้า อดใจไว้ คาเมะเอ๋ย


********************

และแล้วก็มาถึงวันที่คาเมะตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ เจ้าตัวเล็กตื่นตั้งกะไก่ยังไม่โห่มาลูบ ๆ คลำ ๆ รถคันเก่งของพี่ชาย รถสปอร์ตเปิดประทุนทรงสวยที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความเท่ห์ของมัน คาเมะเชื่อเหลือเกินว่ารถที่ดูดีขนาดนี้ต่อให้คนขับหน้าตาแย่แค่ไหนก็ดูดีขึ้นมาได้ แล้วถ้ายิ่งคนหน้าตาดีแสนดีอย่างเค้าเป็นคนขับหละก็ อื้ม...ไม่อยากจะคุย ((หงะ...น้องเมะแอบหลงตัวเองแฮะ))

วันนี้แหละ วันนี้แหละ จะได้ทำความรู้จักกันซะทีนะคุณเซอร์จิโอ้ เมนเดส อมยิ้มกับตัวเองแก้มตุ่ย แต่แล้วก็หุบยิ้มลงดื้อ ๆ เมื่อมองเข้าไปในตัวบ้าน

ทำไมยูจังยังไม่ตื่นอีกหละเนี่ย สายป่านนี้แล้ว คิดได้ดังนั้นก็ก้าวเร็ว ๆ เดินเข้าบ้านไป ซักพักก็มีเสียงล้งเล้งดังมาจากชั้นสองเพราะวิธีการปลุกแบบทิ้งบอมป์ของคนตัวเล็กเล่นเอายูอิจิครางรับอรุณกันเลยทีเดียว

ผ่อนคลัชแล้วค่อย ๆ เหยียบคันเร่งนะคาเมะ ช้า ๆ ช้า ๆ นั่นหละ ทีนี้ก็พยายามประคองพวงมาลัย อย่าขับไปกินเลนชาวบ้านเค้าหละ ยูอิจิที่ตอนนี้เปลี่ยนสถานะมาเป็นคนสอนขับรถแทนพยายามอธิบายให้มือใหม่หัดขับฟัง ลืมไปสนิทเลยว่ารถคันนี้มันไม่ใช่เกียร์ออโต้ แล้วมันจะไหวมั้ยนี่สิ้นคำ รถคันเพรียวสวยก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าแบบเป๋ไปข้าง ๆ ทำเอาคุณครูจำเป็นต้องยื่นมือไปจับพวงมาลัยไว้แน่น

พึ่งจะพูดอยู่ตะเกี้ย ฟังป่าวเนี่ยฮะเรา เจ้าตัวดีหันมายิงฟันให้ ก่อนจะขับเคลื่อนพาหนะต่อไปโดยที่มือเล็กยังสั่นอยู่หน่อย ๆ ตื่นเต้นอ่ะตื่นเต้น

วันนี้คนน้อยดีเนอะยูจัง เจ้าตัวเล็กเปรยออกมา ปกติเวลาแบบนี้จะต้องเห็นพวกเด็ก ๆ ออกมาวิ่งเล่นกันให้เต็มไปหมด ยิ่งเป็นวันหยุดด้วยแล้ว

เค้าคงรู้มั้งว่าเราจะมาลองขับรถ เลยไม่อยากเสี่ยงหนะ นี่น้อยหรอเนี่ย สำหรับยูอิจิแล้วถ้าไม่มีเลยซักคนจะดีที่สุด เจ้าตัวเล็กตวัดสายตากลับมามองหน้าพี่ชายเคือง ๆ เผลอกดน้ำหนักลงไปที่เท้าเป็นผลให้รถคันงามทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระตุกแล้วก็ดับวูบ เล่นเอายูอิจิเหงื่อตกกันเลย ก็นะ อีก 2 เมตรก็กำแพงแล้วนี่นา

ไอเมะ!!! ช่วยเลือกทำลายกำแพงด้วยวิธีอื่นได้มั้ยเนี่ย ฮึ่ย...คิดถูกคิดผิดฟะเนี่ยที่ให้เอารถคันโปรดมาให้เจ้าน้องชายลองขับหนะ มันจะกลายสภาพเป็นเศษเหล็กมั้ยว้า

ก็ยูจังอ่ะพูดมาก รบกวนสมาธิผมรู้ป่าว คาเมะว่าพลางขยับก๊อกแก็ก แล้วเสียงเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง

จะไปหละนะคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

3 วันถัดมา

ยูจัง เมื่อไรผมจะได้ออกไปนอกหมู่บ้านมั่งหละเนี่ย เบื่อแล้วนะ วนอยู่แต่ในเนี้ยจนแทบจะรู้แล้วว่าบ้านไหนมีเมียน้อยหนะ ฝีมือการขับรถของคาเมะพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากวันแรก ๆ ที่ยูอิจิแทบจะต้องบังคับพวงมาลัยให้ตลอด ถึงตอนนี้เจ้าตัวเล็กก็สามารถเลี้ยวทางโค้งได้อย่างนิ่มนวลแล้ว

พี่กะแล้วว่าเราจะต้องพูดแบบนี้ พอดีเลยจะได้ออกไปซื้อของด้วย เอาเป็นว่าขับไปร้านคอนวีเนี่ยนเลยก็แล้วกัน พอขับคล่องหน่อยก็เอาเชียวนะ

โห ไปถึงนั่นเลยหรอยูจัง หวา...ถนนตรงนั้นแคบด้วยอ่ะ

เอ้า หรือจะไม่ไป งั้นพี่ไปเองก็ได้ เปิดประตูฝั่งคนขับเตรียมเข้าไปนั่ง แต่มือเล็กก็คว้าเอาไว้ก่อน

เดี๋ยวผมขับเอง เรื่องอะไรหละ อุตส่าห์ได้โอกาสทั้งที


********************

หลังจากที่นั่งใจหายใจคว่ำกับการขับรถของน้องชายมาประมาณ 20 นาที ทั้งยูอิจิและคาเมะก็มาถึงที่หมาย ซึ่งความจริงแล้วใช้เวลาขับรถจริง ๆ แค่ 5 นาที (- -)

ไม่รู้พรุ่งนี้คนทำสวนมาจะว่ายังไงมั่ง ต้นไม้หายไปทั้งแถบแบบนั้นหนะ ปากก็พูดไป มือก็ทำท่าขอบคุณพระเจ้าไปด้วย เฮ่อ...รู้สึกเหมือนอายุสั้นลงไป 5 ปีเลยแฮะ

อะไรเล่า ก็ผมหลบเจ้าฮาจินี่นา จะให้เหยียบมันหรือไง จู่ ๆ ก็โผล่พรวดออกมาแบบนั้น นี่ดีนะว่าเรามีสติพอ (ขนาดมีสตินะนี่)

เอาเป็นว่าขากลับพี่ขับเองดีกว่า

เรื่องดิ ให้ผมขับหนะแหละ จะได้คล่อง ๆ ยูจังจะซื้ออะไรก็รีบไปซื้อไป๊ เดี๋ยวผมรออยู่ตรงเนี้ย โบกมือไล่พี่ชายยิก ๆ

เออ ๆ เดี๋ยวมา จะเอาอะไรมั้ย

เอามันฝรั่งรสคอนโซเม่กับโชยุ.......ถุงใหญ่นะ คนพี่โบกมือเป็นเชิงว่ารู้แล้วก่อนจะเดินเข้าร้านไป

หลังจากที่มองจนแน่ใจว่าพี่ชายเข้าไปในร้านเรียบร้อยแล้ว คาเมะก็ยิ้มออกมา เจ้าตัวเปิดประตูรถเข้าไปนั่งไม่นาน เสียงเครื่องยนต์ก็ทำงาน

วนเล่นแถว ๆ นี้ดูดีกว่า

********************

ไอ่เด็กบ้า หายไปไหนนะ ยูอิจิที่ซื้อของเสร็จแล้ว แต่พอเดินออกมากลับไม่เจอทั้งรถทั้งคน เกิดขับไปทับใครเข้าจะทำไงวะเนี่ย คอยดูนะ กลับมาจะเตะให้ก้นบวมเลยเชียว ไอ่เต่าผี

ขณะที่กำลังคิดว่าจะจัดการกับเจ้าตัวแสบยังไง เสียงแตรรถก็ดังขึ้น พอหันไปทางต้นเสียงก็เห็นรถตัวเองกำลังแล่นปราดเข้ามา แต่ในจังหวะที่แล่นผ่านตรอกแคบข้างร้านก็มีเสียงเบรกดังก้องไปทั่ว ตามมาด้วยเสียงโลหะกระทบกันอย่างแรง

ตาย ตาย ตาย ชิบอ๋ายแล้วมั้ยหละ ยูอิจิถลาเข้าไปที่รถป๊อกคันเล็กนั่นทันที คนขับนอนนิ่งอยู่ข้างตัวรถ นิ่ง นิ่งเกินไป

คุณ คุณ เฮ่ ตบเบา ๆ ที่แก้ม สายตาก็มองหาบาดแผลตามตัว ไม่มีเลือดออก หรือว่าจะคั่งอยู่ข้างใน ถ้าเป็นยังงั้นก็ยิ่งอันตราย ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือกดออกอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่พูดกับเจ้าหน้าที่ก็หันไปมองน้องชายตัวเองที่ตอนนี้ยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ข้างรถ

ยุ...ยูจัง คน...คะ...คนนั้นเค้าจะเป็นอะไรมั้ย เสียงแทบจะไม่ดังไปกว่ากระซิบ ยูอิจิผละจากคนเจ็บไปหาเจ้าตัวเล็ก ในทันทีที่จับแขนเล็กไว้เจ้าตัวก็เหมือนหมดแรงเอาดื้อ ๆ แล้วสะอื้นออกมากับอกกว้าง

ไม่เป็นไรนะคาเมะ ไม่เป็นไร ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาแล้ว ลูบหัวน้องอย่างเบามือ ตอนนี้ไม่มีกะใจจะดุอะไรทั้งนั้น ยิ่งเห็นคาเมะตัวสั่นขนาดนี้ ยูอิจิก็เลยกอดให้แน่นกว่าเดิม

ขอโทษนะยูจัง คาเมะขอโทษ ไม่น่าเลย เค้าไม่น่าแอบขับไปคนเดียวเลย ถ้าคน ๆ นั้นเป็นอะไรขึ้นมาเค้าจะทำยังไง แล้วยูจังอีกหละ ยูจังต้องมาเดือดร้อนเพราะเราแท้ ๆ

อือ...พี่รู้

ยูจัง คาเมะ...คาเมะ..... ตอนนี้คนตัวเล็กไม่รู้จะพูดอะไรยังไงดี ความรู้สึกผิดมันวิ่งวนสวนกับความกลัวต่าง ๆ นานาไปทั่ว สองแขนกอดพี่ชายแน่นเข้า

ไว้เราค่อยพูดกันทีหลังนะ รถพยาบาลมาแล้ว คาเมะนั่งไปกับเค้าได้มั้ย พี่จะอยู่จัดการทางนี้ก่อน

ตะ...แต่ว่า ให้เค้านั่งไปคนเดียวหรอ ไม่เอานะ

เราต้องรีบพาเค้าไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดนะคาเมะ

อึ...อื้อ คาซึยะก้าวขึ้นไปบนรถก่อนจะหันมามองหน้าพี่ชาย

แล้วพี่จะรีบตามไป ที่จริงยูอิจิไม่อยากที่จะปล่อยให้คาเมะต้องอยู่คนเดียวในเวลาแบบนี้ แต่ถ้าไม่รีบพาคนเจ็บไปส่งหละก็ อะไรอะไรมันอาจจะยิ่งแย่กว่านี้ก็ได้

ระหว่างที่รถกำลังแล่น เจ้าหน้าที่ก็เร่งปฐมพยาบาลคนเจ็บเบื้องต้น ยิ่งเห็นยังงั้นแล้วคาซึยะก็ยิ่งใจเสียมากกว่าเดิม คนตัวเล็กเอื้อมไปกุมมือคนที่นอนหมดสติแล้วบีบเบา ๆ

ได้โปรดเถอะ อย่าเป็นอะไรไปนะ เพราะไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้ คาซึยะจึงนั่งกุมมือใหญ่นั่นไปตลอดทาง


********************

คาเมะ!!! หลังจากที่อยู่คอยตำรวจแล้วจัดการเรื่องทั้งหมดยูอิจิก็รีบตามมาที่โรงพยาบาลทันที

ยูจัง พอเห็นพี่ชายคาซึยะก็ทำท่าจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ

หมอว่าไงมั่ง

มะ...ไม่รู้ คุณหมอยังไม่ออกมาเลย

งั้นหรอ แล้วเข้าไปนานรึยัง? คาซึยะพยักหน้าแทนคำตอบ ตลอดเวลาที่เค้านั่งรออยู่ตรงนี้คนเดียว ความคิดต่าง ๆ ตีกันให้วุ่นไปหมด ความกลัว กังวลสารพัด ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ร่างเล็กก็ยิ่งคิดไปในแง่ลบเท่านั้น

พี่ว่าเราไปล้างหน้าล้างตาซะหน่อยดีมั้ย หน้าตายังกะเต่าตากแห้งเลย

ยูจังอ่ะ ยังจะมีหน้ามาล้อผมอีก

เอ้า ก็จริงนี่นา ไปไป ล้างหน้าล้างตาซะ เดี๋ยวพี่จะรอคุยกะคุณหมอ

พอคาซึยะเดินไปได้ซักพัก ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกพร้อมกับที่บุรุษพยาบาลเข็นเตียงผู้ป่วยออกมา ยูอิจิจึงลุกเดินไปหาคุณหมอทันที

ญาติคนไข้หรือเปล่าครับ? คุณหมอหนุ่มถามขึ้น

เอ่อ...ไม่ใช่ครับ ผมเป็น...เอ่อ...คือ รู้ว่าต้องบอกความจริงออกไป แต่มันก็ทำได้ยากเหลือเกิน

ไม่เป็นไร เอาเป็นว่ามีทางติดต่อญาติของคนไข้มั้ยครับ

ทะ...ทำไมครับ อาการของเค้าร้ายแรงมากเลยหรือครับคุณหมอ พระเจ้า ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย ตัวเค้ายังไม่เท่าไร แต่คาเมะนี่สิ แค่นี้น้องของเค้าก็รู้สึกแย่เต็มทนแล้ว แล้วถ้ามันมีอะไรร้ายแรงยิ่งกว่านี้หละก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กนั่นจะเป็นยังไงมั่ง

ผมว่าเราไปคุยกันที่ห้องทำงานของผมจะดีกว่า เชิญครับ

อาการภายนอกของคนไข้ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่เนื่องจากสมองของคนไข้ได้รับการกระทบกระเทือน ถึงจะไม่รุนแรงมากแต่ก็มีผลทำให้เส้นประสาทตาถูกกดทับไปบางส่วน หมอก็เลยยังสรุปแน่นอนไม่ได้ว่าจะมีผลต่อการมองเห็นของคนไข้รึเปล่า ทั้งนี้ก็ต้องรอให้คนไข้ฟื้นก่อนจึงค่อยตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งนึง ถ้ายังไงคุณก็หาทางติดต่อญาติของเค้าก่อนดีกว่า เพราะอาจจะต้องเซ็นเอกสารบางอย่างด้วย

หลังจากที่ฟังยูอิจิพูดจบ ใบหน้าของคาซึยะก็ไร้สีเลือดอีกครั้ง นี่มันร้ายแรงถึงขนาดนี้เลยหรือเนี่ย แล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็เริ่มไหลลงมาอีกรอบ

ฮึก...

ไม่เอาน่าคาเมะ นิ่งซะ มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ก็ได้ คุณหมอเองยังไม่สรุปอะไรเลย

ตะ...แต่ยูจัง พี่ชายปาดน้ำตาให้อย่างเบามือ

รอให้เค้าฟื้นแล้วค่อยว่ากันอีกทีละกัน

********************

ภายในห้องพักผู้ป่วย ทั้งคาซึยะและยูอิจิต่างก็เฝ้ารอให้คนที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นมา แต่ทั้ง ๆ ที่อยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ คาเมะก็อดไม่ได้ที่จะเพ่งมองใบหน้าของคนที่หลับอยู่

แม้ใบหน้านั้นจะยังซีดเซียวอยู่ หากแต่กลับไม่ได้ทำให้ความน่าดูลดลงไปเลยแม้แต่น้อย คิ้วเข้มสีน้ำตาลที่ตอนนี้ขมวดเล็กน้อย มันคงจะรับกันดีกับดวงตาที่ปิดสนิทนั่น แนวสันจมูกโด่งที่ดูเข้ากันดีเหลือเกินกับริมฝีปากอิ่มสีสด คาเมะเหลือบมองรอยผ่าที่ปลายคาง ทั้ง ๆ ที่เคยคิดว่ามันพิลึก แต่พอเป็นคน ๆ นี้แล้วกลับดูเหมาะกับเจ้าตัวเสียนี่ ผิวขาวจัด พอ ๆ กับคาเมะเลยทีเดียว อา...อยากเห็นตอนที่เค้าลืมตาจังเลยน้า จะเป็นดวงตาแบบไหนกันนะและเหมือนความคิดของคาเมะจะสื่อไปถึง ร่างบนเตียงเริ่มขยับไปมา เจ้าตัวส่งสียงครางออกมาเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น

ยูจัง ยูจัง ฟื้นแล้ว เค้าฟื้นแล้ว คาเมะร้องเรียกพี่ชายที่ออกไปยืนคุยโทรศัพท์ตรงระเบียง

ดูด้วยนะ เดี๋ยวพี่ไปตามคุณหมอก่อน คาเมะพยักหน้ารับแล้วหันไปประคองคนป่วยที่ตอนนี้พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง

อะ...อย่าพึ่งลุกสิฮะ คุณยังเจ็บอยู่ผมว่านอนนิ่ง ๆ ดีกว่า

ดูเหมือนคนบนเตียงจะไม่ได้สนใจฟัง ยังคงใช้สองแขนยันตัวเองอย่างทุลักทุเล เห็นอย่างนั้นแล้วคาเมะก็เลยปราดเข้าไปข้างเตียง

มาฮะ ผมช่วย เจ้าตัวเล็กจับแขนข้างหนึ่งของคนตรงหน้าไว้ แต่เพราะรูปร่างที่ต่างกันมาก แถมด้วยอาการมึนที่เข้าจู่โจมอย่างฉับพลัน คนตัวโตก็เลยเอียงวูบ

อ๊ะ...หวะ...หวา อารามตกใจคาเมะจึงสอดแขนทั้งสองข้างเข้าประคองคนป่วย ผลที่ออกมากลายเป็นว่า เจ้าตัวเล็กกำลังกอดชายหนุ่มตรงหน้าเข้าไปเต็ม ๆ อุ่นจัง อ้อมกอดของคน ๆ นี้ต่างกับยูจังลิบเลย ให้ความรู้สึกดีสุดสุด

เอ่อ...เธอ เสียงทุ้มนั้นดังอยู่ข้างหู ทำเอาคาเมะสติกลับมาทันที

อะ...อุ่ย ขอโทษฮะ คือผม.... เจ้าตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมาอย่างเร็วทำให้ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น ใกล้จนเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน แล้วสิ่งที่อยากรู้ก็ประจักษ์ต่อหน้าคาเมะหน่วยตากว้างคม ดุ แต่กลับไม่ได้แข็งกร้าว หรือเพราะลูกแก้วสีดำที่ดูแพรวพราวนั่นกันนะ เคยมีคนพูดว่า รูปร่างหน้าตาของคาเมะนั้นสวยงามราวกับว่าได้รับพรจากพระเจ้า แต่ตอนนี้คนตรงหน้ากำลังทำให้คาเมะคิดว่า นี่คงเป็นอีกคนนึงที่พระเจ้าประทานพรให้เช่นกัน ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ประตูห้องก็เปิดออก คุณหมอเดินนำเข้ามาตามด้วยยูอิจิ คาซึยะผละออกจากความอบอุ่นนั่น แล้วถอยให้นายแพทย์หนุ่มเข้ามาดูอาการคนไข้

เป็นยังไงบ้างครับ ยังรู้สึกมึนหัวอยู่รึเปล่า

ร่างที่อยู่บนเตียงส่ายหน้าเล็กน้อย สายตามองเหม่อไปข้างหน้า

ผม...มา...เอ่อ...ที่นี่คือ... น้ำเสียงที่เปล่งออกมาบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าตัวคงจะยังสับสนอยู่ไม่น้อย

โรงพยาบาลครับ คุณได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุแล้วก็หมดสติไปหนะ ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง คุณหมออธิบายไปพร้อม ๆ กับตรวจคนตรงหน้าไปด้วย

ก็...ปวดแถว ๆ ขมับ แล้วก็...มัน...เอ่อ...ดูมัว ๆ เจ้าตัวพยายามอธิบายอาการให้คุณหมอฟังอย่างกระท่อนกระแท่น นายแพทย์หนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็รีบหยิบไฟฉายกระบอกเล็กขึ้นมาส่องดวงตาของคนเจ็บทันที

ทั้งคาเมะและก็ยูอิจิเองก็ได้ยินแบบเดียวกัน มือเล็กสองข้างบีบแขนพี่ชายแน่นแล้วครางเสียงแผ่ว

นี่หมายความว่า...หมายความว่า...

To be continued Part 2(คอมเม้นท์ด้วยนะตัวเอง)


edit @ 2006/10/02 22:42:32