[SF] Rain?
posted on 23 Dec 2009 23:21 by akamemarufic in short-fic
กด F5 สักหน่อยค่ะ
เรื่องนี้เกือบจะเป็น Blank fiction
เน้นความรู้สึกของคาซึยะเป็นหลักนะคะ :)
+

Rain?
Rate : PG-13
Note : น้ำตา = สายฝน
ฝนคงกำลังตก
เพราะสายตาที่มองออกไปตอนนี้พร่ามัวด้วยม่านน้ำจนมองภาพด้านหน้าไม่ชัดเจนเหมือนเก่า
ความชื้นสัมผัสเข้ากับใบหน้า
รับรู้ถึงของเหลวที่ค่อยๆไหลผ่านผิวแก้มจนหยดลงกับปกเสื้อ ก่อนซึมออกเป็นวงกว้าง
ความหนาวแล่นจับขั้วหัวใจจนร่างทั้งร่างแทบสั่นสะท้าน
เขาได้แต่กระชับเสื้อตัวนอกเข้าหาตัว พลางปล่อยให้สายฝนกระหน่ำจิตใจไม่หยุดหย่อน
*
ฝนคงกำลังตกหนัก...
เพราะหยดน้ำยังคงเคลื่อนผ่านและทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่างไม่ขาดสาย ปกเสื้อชื้นไปด้วยน้ำจนรับรู้ได้ถึงความเย็นวาบ...
ดวงตาเขาพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำ หัวใจเขาพร่ามัวด้วยม่านหมอกแห่งความเศร้า
เมฆก้อนใหญ่เคลื่อนตัวเข้าหาเขา พลางบดบังแสงสว่างจนที่ที่ยืนอยู่มีแต่สีเทาและเงาสีดำ
เวลาผ่านไป สายลมพัดผ่าน
สายฝนยังคงไม่หยุดลงตามขนาดของเมฆที่ครอบงำเขาเอาไว้ ยิ่งฝนตกมากเท่าไหร่ หัวใจมันก็เต้นอ่อนแรงมากเท่านั้น
หนาว ... แต่ไม่ว่าอะไรก็ฉุดให้หัวใจมันอุ่นกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
บางที..เขาอาจจะต้องสิ้นใจในอีกไม่ช้าเพราะความปวดร้าวที่ลุกลามรวดเร็ว
เสมือนโรคร้ายที่ไม่มียารักษา
*
แผ่นหลังของใครบางคนค่อยๆห่างไปอย่างช้าๆ ระยะห่างระหว่างเราก็เพิ่มมากขึ้นอย่างช้าๆตามไปด้วย
เป็นเพราะเขาหยุดที่จะเดินไปข้างหน้า
หรือใครคนนั้นเลือกที่จะเดินต่อไปโดยไม่คิดจะรอคนข้างหลัง ...
เขาควรจะตัดสินใจออกปากเรียกเพื่อเอารั้งไว้
หรือควรจะปล่อยออกไปเพราะไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจจะไปเดินเคียงกันได้ดังเก่า
เรียวแขนยกยื่นออกไปเบื้องหน้า
นิ้วทั้งห้ายืดตรงคล้ายจะจับตัวใครบางคนที่เดินไปห่างไกลให้หยุดเดินบ้าง
หากแต่กลับคว้าได้แค่เพียงอากาศ เขาคนนั้นไม่หยุดเดิน
และไม่มีความคิดที่จะหันกลับมา
ม่านน้ำยังคงบดบังภาพตรงหน้า
เพียงแค่กระพริบตาสักครั้ง ของเหลวอุ่นก็ต้องไหลอาบแก้มลงมาอีกระลอก
เขาปล่อยให้ตัวเองเปียกฝนแห่งความเสียใจไปได้นานเท่าไหร่แล้ว
แม้แต่สติที่เคยมีก็ยังจะเลือนหายไปพร้อมกับใครคนนั้น
หลังมือชื้นไปด้วยน้ำที่เพิ่งปาดออกจากข้างแก้ม ไม่ทันถึงนาที
สายฝนยังคงไหลออกมาใหม่จนแม้แต่ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กก็ยังชุ่มไปเป็นบริเวณ
กว้าง
คำว่า ' เลิกติดต่อกันสักพัก' ที่ได้ยินเมื่อก่อนหน้ามันหมายถึงอะไร ....
กระทั่งอีกฝ่ายเดินไปไกลลับตาแล้ว
เขาก็ยังคิดหาความหมายมาอธิบายตัวเองไม่ได้
เขาโดนบอกเลิกไปแล้วโดยคำพูดที่ดูดีกว่าอย่างนั้นหรือเปล่า
แต่ถ้าหากมันดูดีจริง ...
ทำไมเขาถึงยังได้รู้สึกเจ็บเหมือนราวกับถูกบอกเลิกไม่มีผิด
มือที่อ่อนแรงตอนนี้ทำได้แค่เลื่อนไปที่หน้าอกข้างซ้าย
แรงสั่นสะเทือนของก้อนเนื้อขนาดเท่ากำมือแผ่วเบาลงอย่างช่างดูน่าหวั่นวิตก
เงามืดกำลังครอบตัวเขา...เมฆสีเทาเข้มลอยต่ำ
แม้จะมีแสงสว่างพอเล็ดรอดมาบ้าง..
แต่ถึงอย่างนั้น...
สายฝนก็ยังไม่ยอมหยุด
*
คำว่าสักพักนี่มันมีเวลายาวนานเท่าไหร่กัน หนึ่งอาทิตย์ สองอาทิตย์ หนึ่งเดือน ครึ่งปี หรือ ตลอดไป
เขาไม่อาจะคาดเดาได้ แม้กระทั่งสภาพจิตใจของตัวเองที่จะอยู่เพื่อรอถึงวันที่จะได้มาติดต่อกันอีกครั้ง
อีกฝ่ายคิดอะไรอยู่?
เขาอยากจะทำอะไรสักอย่าง เพียงเพื่อรับรู้เหตุผลของการกระทำครั้งนี้
บางคนบอกว่าเรื่องบางเรื่อง การรู้ความจริงอาจจะทำให้เจ็บปวด
แต่ในตอนนี้เขาอยากจะขอแย้งดูสักครั้ง เพราะว่าเจ็บปวดอยู่นี่ไง
ถึงไม่กลัวความเจ็บปวดที่จะต้องพัดเข้ามาซ้ำสอง
สายลมพัดมาอีกครั้งหยาดน้ำตาเหือดแห้งไปพร้อมกับความด้านชาในหัวใจที่เพิ่ม
มากขึ้น เศษใบไม้ปลิวลงมาตกที่โต๊ะเบื้องหน้า
ทุกอย่างดูเงียบในความรู้สึกแม่งผู้คนจะพลุ่งพล่าน
สภาพเขาเหมือนคนหูหนวกตาบอด ไม่สามารถรับรู้อะไรภายนอกได้อีกแล้ว
นอกจากปล่อยให้ตัวเองลุกออกจากม้านั่งและเดินออกไปด้วยสัญชาตญาติที่มี
*
เบื้องหลังประตูบานเล็กที่เคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง...ความรู้สึกเหมือนพายุร้ายพัดผ่าน และเหลือทิ้งไว้เพียงซากแห่งความทรงจำ
ภาพของคนที่เคยอยู่ด้วยกันในห้องกำลังผุดขึ้นตามที่ต่างๆ เสียงหัวเราะ
เสียงพูดคุยในวันวานยังคงตรึงอยู่ในหูเหมือนกันเพิ่งผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง
ยิ่งกวาดตามมองภาพซ้อนยิ่งมีมากขึ้น
ระยะเวลาที่เรามีร่วมกันมันมากเท่าไหร่
ทำไมห้องนี้ถึงได้ตรึงกลิ่นไอและความเป็นอยู่ของเราได้ชัดเจนจนพาให้จิตใจ
สั่นไหว
หน้าต่างบานเล็ก ... ที่ๆเคยยืนมองดูดาวตกด้วยกัน
ครั้งแรกของการบอกรักรวมถึงสัมผัสหวานจากริมฝีปากที่ถ่ายทอดให้กันไม่รู้เบื่อ
เก้าอี้ไม้ข้างเตียง.. นั่งตรงนี้เฝ้ามองอีกฝ่ายอ่านหนังสือ... จนถูกดุที่ไม่ยอมนอน...
ครั้นพอเขานั่งอ่านหนังสือที่เก้าอี้ตัวเดิมบ้าง ก็มักจะมีสายตาอบอุ่นของใครบางคนแอบทอดมองมาเป็นระยะ
ทุกอย่างในห้องล้วนมีความรู้สึกและภาพเก่าๆฝังอยู่...ความผูกพันมีมากจนเกิดเป็นชีวิตประจำวันสั้นๆ
แต่พอทุกอย่างเปลี่ยนไป เขากลับแทบจะไม่รู้จักและไม่คุ้นชิน
เหมือนคนอยู่แปลกถิ่น เหมือนจิ๊กซอร์เป็นชิ้นที่ไม่เข้าพวก
แม้แต่เตียงกว้างที่เคยนอนมอบไออุ่นให้กันมาตลอดสามปี....
เขากลับไม่เคยรู้เลยสักนิด ว่ามันจะกว้างและอ้างว้างมากขนาดนี้ ยามที่ไม่มีใครอีกคน....
เวลานี้ไม่มีใครอยู่ข้างๆอีกแล้ว
พลางคิดตอกย้ำตัวเองให้เลิกมีความหวังที่คิดว่าอีกฝ่ายจะหวนกลับคืนมา
เพราะอย่างนั้น...สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้
คือพยายามปาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่พยายามจะไหลอาบแก้มเป็นครั้งที่สอง
*
เวลาผ่านไปสองปีแล้ว กับการที่ต้องอยู่คนเดียว
คำว่าสักพักมันช่างนานจนหัวใจด้านชาเกินกว่าที่จะทนไหว
ข้าวของในห้องถูกจับย้ายตำแหน่งใหม่หลังจากนั้นสองเดือน
เขาไม่อาจะทนต่อสภาพบรรยากาศเดิมๆ โดยที่ไม่มีใครอีกคนได้ต่อไป
การตัดสินใจทำแบบนี้อาาจะถือได้ว่า ตัวเขาเองคงจะเข้มแข็งมากขึ้นมาบ้าง
ช่วงแรกเขายอมรับว่า ทุกอย่างมันดาวน์ลงจนแทบไม่มีสติหลงเหลือ
ในช่วงเวลานั้น สิ่งที่ทำมีเพียงแค่การนั่งมองมุมต่างๆแล้วเอาแต่ร้องไห้
สภาพร่างกายอ่อนแรงจนแทบลุกไปไหนไม่ไหว
ผลพวงจากอารมณ์ที่ลงต่ำถึงขีดสุดทำให้จินตนาการในการทำงานลดลง
จนท้ายที่สุดซองกระดาษสีขาวและค่าตอบแทนล่วงหน้าก็เป็นคำตอบของการกระทำดัง
กล่าว
และนั่น..ทำให้สติที่ขาดหายไปเพราะคนๆเดียวของเขากลับมาในที่สุด
ในเวลานั้นเขาเพิ่งจะคิดได้ว่าควรจะเลิกฟูมฟาย
และควรที่จะตัดสินใจเดินต่อไปข้างหน้าเพียงลำพังได้เสียที
*
ป่านนี้อีกฝ่ายจะเป็นยังไงบ้าง?
ประโยคนี้เคยถูกนำมาวนซ้ำในหลายๆครั้งต่อวัน
แต่ในปัจจุบันนี้ เดือนละครั้งหล่ะมั้งที่เขาจะนึกถึง
ใช่ว่าจะสามารถตัดใจทิ้งได้เสียทั้งหมด
ก้อนเมฆสีเทายังคงอยู่ในใจเพียงแต่อ่อนสีและอ่อนกำลังลงตามระยะเวลา
สภาวะฝนตกอาจจะไม่กลับมาในช่วงนี้ .... หรือบางทีอาจจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว...
*
วันนี้สภาพอารมณ์เขาไม่ปรอดโปร่งเหมือนท้องฟ้า
เขาออกเดินอีกครั้งในวันที่คนส่วนใหญ่กำลังเตรียมฉลองงานเทศกาลสิ้นปี แปลนงานหลายงานที่ลงทุนนั่งทำหลังขดหลังแข็งมาทั้งคืน กำลังจะถูกส่งไปให้ทุกคนวิเคราะห์และติติง แต่ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นคงเป็นข่าวลือเรื่องผู้ดูแลงานคนใหม่เสียมากกว่า รุ่นพี่ที่ทำงานบอกว่า ท่าทางเรื่องมากเอาการ เห็นได้จากจำนวนงานที่ถูกตีกลับให้เอาไปแก้ที่ได้ยินมาก็ยิ่งทำให้ท้อใจ
คิดเพลินๆ โมโหเพลินๆก็มีเรื่องให้เดินปะทะกับใครเข้าจนได้ อีกฝ่ายตวัดแขนเกี่ยวของในมือเขาจนร่วงกราวลงกับพื้น อุบัติเหตุเล็กน้อยทำให้หงุดหงิด คนก่อเหตุก้มลงขอโทษพร้อมฉวยม้วนกระดาษที่กระจัดกระจายแล้วส่งให้
แม้เขาจะได้รับรอยยิ้มแสดงไมตรีจากอีกฝ่าย แต่เขากลับไม่พร้อมที่จะมีอารมณ์ฉีกยิ้มตอบ ดังนั้นการก้าวออกมาโดยทำเป็นไม่เห็นรอยยิ้มนั้นจึงถูกเลือกมาใช้ใน สถานการณ์นี้ แม้ว่าจะรู้สึกผิดอยู่เสียหน่อย แต่ทำอย่างไรได้
แล้วในบางทีโชคชะตาก็มักจะเล่นตลกกับคนเรา...
แท้จริงแล้วคนๆนี้แหล่ะที่ดันเป็นลูกค้าที่ต้องมาเสนองานด้วย เขานึกอยากย้อนเวลากลับไปสักสามนาที อย่างน้อยหากส่งยิ้มตอบไปได้ทันมันก็คงจะดี ทันทีที่คุณลูกค้าเดินเข้ามาผู้ดูแลงานก็ลากเขาออกไปให้ทำหน้ากระอักกระอ่วน ตอนหน้าคนที่เพิ่งตกเป็นคู่กรณีกันมามาดๆ ฝ่ายตรงข้ามยกมือยืนมาให้เขาเลยต้องทักทายตอบเป็นมารยาท มือข้างที่ถูกจับถูกไล้หลังมือเบาๆพร้อมแรงบีบกระชับก่อนเขาจะรีบดึงมือกลับ รอยยิ้มกว่าที่รับดูเหมือนคนไม่ได้ใส่ใจกับอะไร หากแต่สายตากลับพยายามสื่อความหมายเชิงล้อเลียน
" ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณสถาปนิก"
" เช่นกันครับ คุณลูกค้า"
ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกเขา แม้ว่าควรจะนึกโกรธที่อีกฝ่ายมีท่าทีเหมือนต้องการจะลองเชิง หากแต่รอยยิ้มกลับผุดขึ้นโดยที่ไม่ต้องฝืน ความจริงใจของอีกฝ่ายชัดเจนจนรู้สึกได้ ....
ไม่แน่ว่า หลังจากที่ได้ผจญพายุฝนลูกใหญ่มา
ตอนนี้เขาอาจจะกำลังได้เห็นสายรุ้งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าก็เป็นได้
Rain? end.
(TBC for Rainbow)
Talk : แอบมาปล่อยของทุกสิ้นปี? แล้วเจอกันวันทีสิสจบค่ะ TT TT